ข้อควรระวัง
ในการปรุงรสไก่สมุนไพร อาจต้องทดลองปรุงทดลองชิม ปรับสูตรกันไปไม่ยาก แต่การนำสมุนไพรมาใช้เลี้ยงไก่จะต้องคำนึงถึงเรื่องต่างๆ เช่น
- ความสม่ำเสมอของการผลิตสมุนไพร สมุนไพรที่นำมาใช้ต้องมีเพียงพอและขยายกำลังการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ด้วย เพราะจำเป็นต้องใช้ในปริมาณสูงอย่างสม่ำเสมอ
- การควบคุมคุณภาพของสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นวิธีการปลูก วิธีการเก็บเกี่ยว ระยะเวลาที่เก็บเกี่ยว การเก็บรักษาที่ถูกต้อง เพื่อให้สมุนไพรคงคุณภาพได้นานที่สุดจนกว่าจะนำไปใช้
- อาหารไก่สำเร็จรูปในท้องตลาดมียาผสมอยู่แทบทุกชนิด ยกเว้นอาหารระยะสุดท้ายที่กินเพื่อรอเวลาจับขาย จะไม่มียาผสมอยู่ การใช้สมุนไพรในอาหารไก่อาจต้องสั่งทำเป็นพิเศษ หรือผสมอาหารขึ้นใช้เอง จึงควรคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย
- สมนุไพรบางชนิดทำให้เนื้อไก่เปลี่ยนรสชาติ เนื่องจากมีน้ำหอมระเหยเจือปนอยู่ ซึ่งอาจทำให้รสชาติดีขึ้น เช่น กระเทียม หรือบางชนิดทำให้รสชาติแย่ลง จะต้องพิจารณาเลือกใช้เช่นกัน
- อาหารผสมสมุนไพร อาจมีกลิ่น รสเปลี่ยนแปลงไป ควรทดสอบให้สัตว์ลองกินดูก่อน แต่ถ้าสัตว์ไม่กินก็ไม่ได้รับประโยชน์จากสมุนไพรใดๆ เลย
บทสรุป
การนำพืชสมุนไพรมาใช้ในวงการปศุสัตว์นับเป็นเรื่องเก่าที่นำมาใช้ใหม่ ในยุคที่เทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์กำลังก้าวไกล เราก็ต้องหันกลับไปสู่วิถีธรรมชาติที่ปลอดภัยกว่า
การดัดแปลงแปร รูปเมนูอาหารสำเร็จออกขายด้วยการปรุงสมุนไพรก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่เราลืมกันไปบ้างเท่านั้นเอง การนำสมุนไพรมาประกอบเข้ากับอาหารที่มาจากเนื้อสัตว์ แล้วทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ดีๆ ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของสมุนไพรที่ผู้บริโภคจะได้รับ (ส่วนเนื้อสัตว์ไม่ต้องบรรยาย เพราะผู้บริโภครู้จักดีอยู่แล้ว) ก็สามารถขายได้และขายดีด้วย
การใช้สมุนไพรในวงการปศุสัตว์ มิใช่เฉพาะไก่หรือสุกร สามารถใช้ได้แทบทุกชนิด แม้แต่ปลาหรือกุ้ง แต่สมุนไพรที่ใช้ก็หลากหลาย ถ้าเกษตรกรจะดัดแปลงไปใช้เองก็ลองเริ่มจากสมุนไพรที่ใช้ในคนก่อน เพราะการออกฤทธิ์จะใกล้เคียงกัน และได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยแล้ว การนำพืชสมุนไพรแปลกๆ มาใช้อาจต้องผ่านการพิสูจน์หลายขั้นตอน จึงควรหลีกเลี่ยงไปก่อนในช่วงเริ่มต้นอย่างนี้
โดย - คอลัมน์นิสต์เขียนบทความทางวิชาการในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน -สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ลิงค์หัวข้อ:
http://www.trytodream.com/topic/9339